จากคนเข็นผัก ขับวินมอเตอร์ไซค์ สู่การเป็นผู้พิพากษา ขีดชะตาลิขิตตัวเองด้วย ๒ มือ - Thai Social

Post Top Ad

Thursday, 25 July 2019

จากคนเข็นผัก ขับวินมอเตอร์ไซค์ สู่การเป็นผู้พิพากษา ขีดชะตาลิขิตตัวเองด้วย ๒ มือ



เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่น่าชื่นชมเป็นอย่างมาก เรื่องราวของการสร้างแรงบันดาลใจที่น่าชื่นชมเป็นอย่างมาก กับเรื่องราวของโจหรือ วรวิทย์ เอี่ยมสำอางค์ ที่ชีวิตกว่าที่จะประสบความสำเร็จและกลายเป็นอัยการในทุกวันนี้ ไม่ได้สวยงามโรยด้วยกลีบกุหลาบ



ครอบครัวในสมัยก่อนค่อนข้างลำบาก มีอาชีพค้าขายสินค้าทางการเกษตร เช่นพวกผักผลไม้อยู่ในจังหวัดเพชรบุรี ในตอนเด็กพ่อแม่ไม่ค่อยสนับสนุนให้เรียนหนังสือ เพราะอยากให้ลูกออกมาทำงาน และกลัวว่าหากจะส่งลูกไปไม่ถึงฝั่ง เพราะมีฐานะที่ยากจน



เมื่อเรียนจบในชั้นระดับประถมศึกษา ๖ แล้ว ทางพ่อก็ไม่ยอมให้เรียนต่อเพราะอยากจะให้ออกมาช่วยที่บ้านค้าขาย แต่ตนก็ตัดสินใจที่จะไม่ยอมทำตาม



ได้ไปเรียนต่อระดับมัธยมศึกษาตอนต้น แต่เรียนได้เพียงแค่ไม่นานนัก เพราะบ้านมีในเรื่องของทางด้านการเงินจึงทำให้จำเป็นจะต้องลาออกมาช่วยเหลือครอบครัวหารายได้เสริมมาใช้หนี้สิน



ในระว่างที่ตนทำงานเข็นผักเพื่อหารายได้นั้น ตนได้กลับไปเรียนต่อในระดับชั้น กศน เมื่อจบมัธยมต้น จึงขอพ่อเรียนต่อในชั้น มอ ๔ และในครั้งนี้พ่อก็ยอมและยอมให้เรียนต่อแต่ต้องมาช่วยเหลือพ่อแม่ตามปกติ



แต่เมื่อเรียนถึงชั้นอุดมศึกษา ครอบครัวก็ไม่สามารถส่งเรียนได้ แต่ตนได้มาสมัครเรียนที่คณะนิติศาสตร์ในมหาวิทยาลัยรามคำแหงและสามารถเรียนจบปริญญาตรีได้ในปี ๒๕๕๑ หลังจากนั้นก็ได้มาเรียนเนติบัณฑิตเพื่อทำความฝันของตัวเอง และขี่วินมอไซค์เพื่อหารายได้อยู่บริเวณย่านมหาวิทยาลัยรามคำแหง



จนในปัจจุบันนั้นเขาสามารถสอบอัยการผู้ช่วยรุ่นที่ ๕๑ และอยู่ในตำแหน่งอัยการผู้ช่วยสถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายอัยการคอยช่วยเหลืองานสำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้และปฏิบัติงานราชการสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายศาลอาญากรุงเทพฯใต้ ๕



ทั้งนี้ เดินตามพ่อ ขอแสดงความยินดีและชื่นชมคุณโจมากมาก ที่สามารถผลักดันตัวเอง จนทำตามความฝันได้สำเร็จ และเชื่อเหลือเกินว่าเรื่อวราวของคุณโจ จะสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กรุ่นใหม่ได้อย่างแน่นอน